PV คืออะไร
PV (Point Value) คือคะแนนที่บริษัทกำหนดให้สินค้าแต่ละรายการ ใช้เป็นหน่วยกลางในการคำนวณคุณสมบัติ ตำแหน่ง และโบนัส
ถ้าคุณเคยฟังการนำเสนอธุรกิจแล้วรู้สึกว่า “ฟังไม่รู้เรื่องแต่ไม่กล้าถาม” — คุณไม่ได้เข้าใจช้า แผนการตลาดหลายเจ้าถูกออกแบบให้ดูซับซ้อนโดยตั้งใจ
บทความนี้อธิบายเฉพาะ PV ตัวเดียว เพราะนั่นคือทั้งหมดที่คุณต้องเข้าใจสำหรับการตัดสินใจ
ทำไมต้องใช้ PV แทนบาท
เหตุผลจริง 3 ข้อ:
1. สินค้าแต่ละตัวมีอัตรากำไรต่างกัน — บริษัทจึงจัดสรร PV ตามส่วนที่นำมาจ่ายเป็นโบนัสได้ ไม่ใช่ตามราคาขาย
2. ใช้ข้ามประเทศได้ — บริษัทที่ขายหลายประเทศต้องการหน่วยเดียวที่ใช้ได้ทุกที่ ไม่ต้องแปลงค่าเงิน
3. ราคาปรับได้ โดยที่โครงสร้างโบนัสไม่ต้องรื้อ — ข้อนี้เป็นประโยชน์กับบริษัท มากกว่ากับคุณ
⚠️ ผลที่ตามมาที่คุณต้องรู้: ราคากับ PV ไม่ได้แปรผันตรงกันเสมอไป
สินค้าราคา 1,000 บาทสองตัว อาจได้ PV ไม่เท่ากัน — และนั่นคือจุดที่ต้องคำนวณ
PV ถูกใช้ทำอะไรบ้าง
PV ตัวเดียว แต่ถูกเอาไปใช้ 3 เรื่องที่ไม่เหมือนกันเลย — คนสับสนกันตรงนี้มากที่สุด
| ใช้ทำอะไร | หมายความว่า |
|---|---|
| 1. คุณสมบัติเข้าตำแหน่ง | ต้องซื้อครบกี่ PV ถึงจะได้ตำแหน่ง |
| 2. ฐานคำนวณโบนัส | โบนัสคิดจากยอด PV ของคุณและของทีม |
| 3. รักษาสถานภาพ | ต้องมียอดกี่ PV ต่อรอบ ถึงจะคงสถานะไว้ได้ |
ข้อ 3 คือข้อที่คนไม่ถามตอนสมัคร แล้วมาเจอทีหลัง เพราะมันคือต้นทุนคงที่รายเดือนของคุณ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในตาราง
ตัวอย่างที่จับต้องได้
ตำแหน่งนักธุรกิจ VIP ของ CCI ใช้เกณฑ์ที่เปิดเผยเป็นสาธารณะ:
เงื่อนไข: ซื้อสินค้าในบิลเดียว รวม 200 PV
วิธีที่ประหยัดที่สุด: 4 กล่องจากผลิตภัณฑ์กลุ่มหลัก
ยอดเริ่มต้น: 2,200 บาท
คำนวณย้อนกลับ:
- 200 PV ÷ 4 กล่อง = 50 PV ต่อกล่อง
- 2,200 บาท ÷ 4 กล่อง = 550 บาทต่อกล่อง
- 550 ÷ 50 = 11 บาทต่อ 1 PV
“บิลเดียว” หมายความว่า ต้องเป็นคำสั่งซื้อครั้งเดียวที่รวมแล้วได้ 200 PV — การซื้อสะสมทีละนิดจนครบไม่นับ
⭐ บาทต่อ PV — เครื่องมือเทียบที่ใช้ได้จริง
นี่คือส่วนที่มีประโยชน์ที่สุดในบทความนี้ และแทบไม่มีใครสอน
บาทต่อ PV = ราคาสินค้า ÷ PV ของสินค้านั้น
ยิ่งตัวเลขต่ำ ยิ่งได้ PV คุ้มต่อเงินที่จ่าย
ใช้ทำอะไรได้
1. เลือกสินค้าให้ครบ PV ด้วยเงินน้อยที่สุด
เวลาต้องซื้อให้ครบตามเกณฑ์ ให้เลือกจากสินค้าที่บาทต่อ PV ต่ำที่สุด — แต่ต้องเป็นสินค้าที่คุณจะใช้จริงด้วย ไม่งั้นคุณกำลังประหยัดเงินเพื่อซื้อของที่ไม่ได้ใช้
2. จับสินค้าที่ตั้ง PV ต่ำผิดปกติ
ถ้าสินค้าตัวหนึ่งบาทต่อ PV สูงกว่าตัวอื่นมาก แปลว่าบริษัทจัดสรรส่วนแบ่งโบนัสให้สินค้าตัวนั้นน้อย — ไม่ผิด แต่คุณควรรู้ก่อนแนะนำลูกค้า
3. เทียบข้ามบริษัท
ทำตารางง่าย ๆ ก่อนตัดสินใจ
บริษัท | สินค้า | ราคา | PV | บาท/PV | PV ที่ต้องใช้เข้าตำแหน่ง
────────┼──────────┼────────┼──────┼──────────┼──────────────────────────
A | | | | |
B | | | | |
ช่องขวาสุดสำคัญ — บริษัทที่บาทต่อ PV ต่ำ แต่ต้องใช้ PV เข้าตำแหน่งสูงมาก อาจแพงกว่าจริง ๆ
5 คำถามที่ต้องถามก่อนสมัคร
ไม่ต้องเข้าใจแผนทั้งหมด แค่ได้คำตอบ 5 ข้อนี้ก็พอ
- ต้องมียอดกี่ PV เพื่อรักษาสถานภาพ และทุกกี่วัน
← ตัวเลขนี้คือต้นทุนคงที่ของคุณ - ถ้ารอบไหนทำไม่ถึงเกณฑ์ เกิดอะไรขึ้น
PV หายหมด? ตำแหน่งลด? ทีมยังอยู่ไหม? - PV ที่ไม่ได้ใช้ในรอบนั้น ทบไปรอบหน้าหรือหายไป
← ส่วนใหญ่หายไป และเป็นสาเหตุที่คนรู้สึกว่า “ทำเยอะแต่ได้น้อย” - รายได้มีกี่ช่องทาง แต่ละช่องทางคิดจาก PV ส่วนไหน
ยอดตัวเอง / ยอดทีม / อะไรอีก - ตำแหน่งเลื่อนจากยอดขายจริง หรือจากยอดสั่งซื้อของตัวเอง
← ข้อชี้ขาดว่าธุรกิจนี้ทำได้จริงหรือทำให้คุณขาดทุน
ขอคำตอบเป็นข้อความหรือเอกสาร ไม่ใช่คำพูด — คุณจะได้มีไว้อ้างอิง
🚩 สัญญาณอันตรายในแผนการตลาด
ต้องซื้อแพ็กเกจใหญ่ตอนสมัครเพื่อปลดล็อกระดับรายได้
การเลื่อนตำแหน่งควรมาจากยอดขายจริง ไม่ใช่ขนาดเงินที่จ่ายตอนเข้า
โบนัสจากการหาคนมากกว่าโบนัสจากการขาย
ขัดกับมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.ขายตรงฯ โดยตรง อ่านเกณฑ์แยก →
สไลด์ 40 หน้าที่ตอบไม่ได้ว่าเดือนแรกจะได้เท่าไหร่
ตัวอย่างที่ใช้สมมติฐาน “ถ้าทุกคนชวนได้ 3 คน”
ลองคำนวณ — 3 ยกกำลัง 13 มากกว่าประชากรไทยทั้งประเทศ
ไม่พูดถึงเงื่อนไขการรักษาสถานภาพเลย
นี่คือข้อมูลที่ถูกละไว้บ่อยที่สุด และเป็นข้อมูลที่กระทบกระเป๋าคุณมากที่สุด
คำนวณเองด้วยสมมติฐานที่สมจริง
อย่าคำนวณจากตัวเลขในสไลด์ สไลด์แสดงกรณีที่ดีที่สุดเสมอ
สมมติฐานจริง (ไม่ใช่ในสไลด์)
ลูกค้าที่ซื้อซ้ำต่อเดือน ____ คน
คนที่ชวนเข้าทีมได้ต่อปี ____ คน ← ค่าจริงของคนส่วนใหญ่คือ 2–5 คน/ปี
คนในทีมที่ยังทำอยู่หลัง 12 เดือน ____ % ← ค่าจริงมักต่ำกว่า 30%
ต้นทุนของคุณต่อเดือน
ยอด PV ขั้นต่ำเพื่อรักษาสถานภาพ ____ บาท
ค่าเว็บ / โฆษณา / เดินทาง ____ บาท
─────────────────────────────────────
รวม ____ บาท
ถ้าคำนวณด้วยสมมติฐานจริงแล้วยังคุ้ม — นั่นคือธุรกิจที่ทำได้
ถ้าคุ้มเฉพาะตอนใช้สมมติฐานในสไลด์ — อย่าเพิ่งสมัคร
ศัพท์อื่นที่อาจเจอเวลาดูบริษัทอื่น
CCI ใช้ระบบ PV อย่างเดียว — สามคำนี้ใส่ไว้เผื่อคุณไปเทียบกับบริษัทอื่นเท่านั้น ไม่ต้องจำ
- BV (Business Volume) — บางบริษัทแยกฐานคำนวณโบนัสออกจาก PV เป็นอีกตัวหนึ่ง
- GV / TV (Group Volume) — คะแนนรวมของทั้งสายงาน ใช้ตัดสินตำแหน่ง
- Compression / Flush out — การตัดคะแนนทิ้งเมื่อสิ้นรอบ ไม่ทบไปรอบหน้า
ถ้าบริษัทไหนใช้หลายหน่วยพร้อมกันโดยไม่อธิบายให้ชัด นั่นเป็นข้อสังเกตในตัวมันเอง
คำถามที่พบบ่อย
❓ PV ย่อมาจากอะไร?
Point Value คือคะแนนที่บริษัทกำหนดให้สินค้าแต่ละรายการ ใช้เป็นหน่วยกลางในการคำนวณคุณสมบัติและโบนัส
❓ 200 PV เท่ากับกี่บาท?
ไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนตายตัว เพราะสินค้าแต่ละตัวมีอัตราส่วนราคาต่อ PV ไม่เท่ากัน แต่สำหรับตำแหน่งนักธุรกิจ VIP ของ CCI เกณฑ์ 200 PV เริ่มต้นที่ 2,200 บาท
❓ ทำไมสินค้าราคาเท่ากันแต่ PV ไม่เท่ากัน?
เพราะอัตรากำไรของสินค้าแต่ละตัวต่างกัน บริษัทจึงจัดสรร PV ตามส่วนที่นำมาจ่ายเป็นโบนัสได้ ไม่ได้อิงราคาขายตรง ๆ
❓ ซื้อสะสมจนครบ PV ได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข — สำหรับคุณสมบัติที่ระบุว่า “บิลเดียว” ต้องเป็นคำสั่งซื้อครั้งเดียว การซื้อสะสมไม่นับ
❓ PV ที่ไม่ได้ใช้ หายไปไหม?
บริษัทส่วนใหญ่มีการตัดคะแนนเมื่อสิ้นรอบ ควรถามให้ชัดก่อนสมัคร เพราะเป็นข้อที่กระทบรายได้จริง
❓ อ่านแผนการตลาดไม่เข้าใจ ทำยังไง?
ขอให้ผู้ชวนคำนวณให้ดูเป็นตัวเลขจริงจากสถานการณ์ของคุณเอง ถ้าเขาทำไม่ได้หรือเลี่ยง แสดงว่าเขาเองก็อาจไม่เข้าใจ ให้ขอคุยกับคนที่เข้าใจแทน
❓ ขอเอกสารแผนการตลาดก่อนสมัครได้ไหม?
ได้ และควรขอ บริษัทที่ถูกกฎหมายเปิดเผยแผนการตลาดได้เสมอ ถ้าต้องสมัครก่อนถึงจะได้ดู นั่นผิดปกติ
ขอเอกสารแผนการตลาดฉบับทางการ
เราส่งให้อ่านก่อนสมัคร ไม่ใช่หลังสมัคร และจะนั่งคำนวณให้คุณดูจากสถานการณ์จริงของคุณ ไม่ใช่จากตัวอย่างในสไลด์
ถ้าคำนวณแล้วไม่คุ้มสำหรับคุณ เราจะบอกตรง ๆ
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ขายตรง vs แชร์ลูกโซ่ ต่างกันตรงไหน
- ทำขายตรงต้องสต๊อกสินค้าไหม
- โครงสร้างรายได้ของ CCI
- ตำแหน่งนักธุรกิจ VIP
เว็บไซต์นี้ดำเนินการโดยนักธุรกิจอิสระของ CCI ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการของบริษัท · ราคาและเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดและอาจเปลี่ยนแปลงได้ · ไม่มีการรับประกันรายได้ · ข้อจำกัดความรับผิดชอบฉบับเต็ม